6 September 2016 คนไทยวัย 40 – 60 ปี วางแผนเกษียณผิดพลาด

Retirement_Plan

ผลสำรวจพบว่าคนไทยวัย 40-60 ปี วางแผนเกษียณผิดพลาด ส่งผลให้มีเงินออมไม่พอใช้หลังเกษียณ สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สำรวจการเตรียมความพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของ กลุ่มแรงงานในระบบ ช่วงอายุ 40-60 ปี ในกรุงเทพและปริมณฑล พบว่าคนในวัยนี้วางแผนออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณผิดพลาด

ผลวิจัยระบุว่า ความผิดพลาดดังกล่าวมีอยู่ 7 ประการ ซึ่งทำให้คนที่อยู่ในช่วงวัยนี้มีเงินออมไม่พอใช้หลังเกษียณ กล่าวคือ

  1. เริ่มวางแผนช้าเกินควร คือ มีเพียง 38% ที่เคยวางแผนเพื่อการเกษียณและปฏิบัติตามแผนได้อย่างสม่ำเสมอ
  2. การวางแผนด้วยความมั่นใจมากเกินควร โดย 71% ของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยวางแผนเพื่อการเกษียณมั่นใจว่าคุณภาพชีวิตหลัง เกษียณจะใกล้เคียงหรือดีกว่าปัจจุบัน
  3. การวางแผนโดยขาดความรู้ความเข้าใจที่เหมาะสม กลุ่มตัวอย่างคาดว่าจะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในสัดส่วนที่สูงขึ้นเมื่ออายุ มากขึ้น และละเลยผลของเงินเฟ้อในอนาคต
  4. การประมาณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณน้อยเกินควร ซึ่งสัดส่วนค่าใช้จ่ายในปีแรกหลังเกษียณต่อรายได้ในปีสุดท้ายก่อนเกษียณที่ กลุ่มตัวอย่างใช้ในการวางแผนมีค่าเฉลี่ยเพียง 34% ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ 70% ซึ่งเป็นค่าขั้นต่ำที่นิยมใช้ในการวางแผนทางการเงิน
  5. การประมาณอายุขัยเฉลี่ยน้อยเกินควร จะพบข้อผิดพลาดนี้ในกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งกลุ่มตัวอย่างกลุ่มนี้มีโอกาสที่เงินออมจะหมดก่อนสิ้นอายุขัย
  6. การออมเงินไว้น้อยเกินควร ถ้าสินทรัพย์เพื่อการเกษียณไม่รวมอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะมีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับวัยเกษียณ แต่ถ้ารวมอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะมีเงินออมเพียงพอสำหรับวัยเกษียณ และ
  7. การเกษียณอายุก่อนกำหนด ซึ่ง 28% ของกลุ่มตัวอย่างต้องการเกษียณก่อนกำหนด แต่ผู้ที่ต้องการเกษียณก่อนกำหนดส่วนใหญ่มีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับวัย เกษียณ

ผลจากการวิจัยดังกล่าวนำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  1. การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อส่งเสริมการ ศึกษาทางการเงินขั้นพื้นฐานอย่างเร่งด่วนโดยต้องเข้าถึงกลุ่มคนทุกช่วงอายุ มิใช่เพียงคนใกล้วัยเกษียณเท่านั้น
  2. การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินประเภทสิน เชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่แสดงความประสงค์ที่จะใช้ที่อยู่อาศัยของตน เป็นแหล่งรายได้หลังเกษียณ
  3. การพัฒนาระบบเกษียณโดยการเพิ่มอายุเกษียณ ให้สูงขึ้น จากผลการศึกษาพบว่า ถ้าเลื่อนอายุเกษียณเป็น 65 ปี จะช่วยให้ 85% ของกลุ่มตัวอย่างมีเงินออมเพียงพอสำหรับวัยเกษียณ รวมทั้งการพัฒนาระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจากปัจจุบันที่มุ่งเน้นทางเลือก นโยบายการลงทุน (Fund Supermarket Model) ไปสู่ระบบที่มุ่งเน้นรายได้หลังเกษียณ (Retirement Income Model) ซึ่งแสดงการคาดการณ์รายได้หลังเกษียณที่เป็นผลมาจากการออมผ่านกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ เพื่อให้สมาชิกสามารถวางแผนการออมเพื่อเกษียณได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น
ที่มา:-

ผลการวิจัยเรื่อง “การเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของกลุ่มแรงงานใน ระบบ ช่วงอายุ 40 – 60 ปี” โดย ดร. บุญเลิศ จิตรมณีโรจน์ สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ณ วันอังคารที่ 15 มกราคม 2556 งานสัมมนาเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทย ประจำปี 2556
สถานที่: หอประชุมศาสตราสารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ขอบคุณภาพจาก: Thailand Securities Institute

Tags:

Leave a Reply